Showing posts with label แชร์ประสบการณ์. Show all posts
Showing posts with label แชร์ประสบการณ์. Show all posts

Thursday, 19 March 2020

5 เหตุผลส่วนตัว สำหรับการตัดสินใจซื้อประกัน Covid-19 (Coronavirus Insurance)


     ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเขียนบทความนี้แบบกันเอ๊ง กันเองหน่อยนะคะ เพราะไม่อยากให้อ่านแบบเครียด ๆ กัน เนื่องจากเป็นการรีวิวความคิดที่ค่อนข้างส่วนตัวมาก ๆ ซึ่งอาจไม่ค่อยตรงใจ หรือ ให้ความรู้ได้มากมายนัก


     หลาย ๆ ท่านคงได้ยินชื่อ ไวรัสโคโรน่า (Coronavirus) ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่  และตั้งชื่อโดยองค์การอนามัยโลกว่า 2019-nCoV หรือ 2019 novel Coronavirus และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "COVID-19" จนถึงปัจจุบัน ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้แล้ว และคงได้เห็นข่าวคราวยอดผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันจากทั่วทุกมุมโลก ความร้ายกาจของเชื้อไวรัสนี้ ที่ยังไม่รู้ต้นตอที่มาอย่างแน่ชัด รวมทั้งยังไม่มียารักษา หรือ วัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นที่น่าวิตกกังวัลสำหรับใครหลาย ๆ คนอยู่ในตอนนี้ อาจก่อให้เกิดความเครียด โรคแพนิค (Panic Disoder) กับเราได้


Photo By : Pung'Noey


     และจากสถานการณ์นี้เอง จึงมีหลาย ๆ บริษัท เปิดโครงการประกันคุ้มครองความเสี่ยงอันเกิดจากสาเหตุการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เราได้รับเชื้อดังกล่าว ซึ่งส่วนตัวเราได้ทำการศึกษาเงื่อนไข เบี้ยประกัน ความคุ้มครอง จากหลาย ๆ บริษัท เพื่อเลือกให้ตรงกับบริบทของชีวิตมากที่สุด (ต้องขอออกตัวก่อนว่า เป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องประกันอะไร ใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่ค่อยสนใจเรื่องประกันต่าง ๆ สักเท่าไร) โดยจะขอแชร์ความคิดแบ่งเป็น  5 ข้อดังนี้

1. เลือกซื้อกรมธรรม์แบบ ตรวจเจอเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) รับเงินก้อนทันที เนื่องจากได้คิดมาแล้วว่าชีวิตคงได้ร้อนเงิน 555555+  เพราะตัวเราได้ทำงานประจำอยู่กับบริษัทเอกชน หากได้รับเชื้อจริง ๆ คงได้กักตัวอยู่บ้านหรือโรงพยาบาล มีสิทธิประกันสังคมในการรักษาตัว แต่อาจขาดรายได้จากการหยุดงาน มันส่งผลกระทบต่อหนี้สินประจำเดือนที่ยังมีอยู่เยอะ ดังนั้นการเลือกกรมธรรม์แบบรับเงินก้อนอาจเอามาใช้จ่าย พยุงความเดือดร้อน ไปได้ชั่วขณะนึง

2. ข้อตกลงและความคุ้มครองที่เลือก จะเป็นแบบตรวจเจอเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) รับเงินก้อน พร้อมได้รับเงินชดเชยระหว่างรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาล (สูงสุด 14 วัน) และ ได้รับผลประโยชน์การเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ (อ.บ.1) โดยมีระยะเวลารอคอย 14 วัน หลังจากชำระเงิน ซึ่งตรงนี้อยากบอกว่าเราพลาดนิดนึงคือ ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารว่ามีการขายประกันดังกล่าว กว่าจะรู้เรื่องหลายบริษัทก็ปิดโครงการ หรือ เปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันไปแล้ว ซึ่งก็พยายามตามหาประกันที่คุ้มครองทันที แต่ ณ ตอนนี้หาไม่ได้แล้วจ้า อยากบอกว่านี่คือตัวอย่างที่ไม่ดีในการไม่ติดตามข่าวสาร อย่าเลียนแบบนะคะ (เสียใจ 😂)

3. บางคนอาจคิดว่าทำไมไม่ซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทุกโรค ทำไมต้องซื้อประกันเฉพาะอย่างแบบนี้ล่ะ ถ้าไม่ตายด้วยโรคนี้ อาจตายด้วยโรคอื่นก็ได้ ซึ่งขอบอกว่า มันเป็นความคิดส่วนตัวของแต่ละคนไม่ขอก้าวก่ายแต่อย่างใด แต่ส่วนตัวเราที่ตัดสินใจซื้อประกันแบบนี้ก็เพราะ เหตุผลตามข้อ 1 เลยค่ะ ร้อนเงินค่ะ อยากได้เงินก้อน ...แฮร่!! ไม่ใช่!! 5555555+  ถ้าเอาแบบสาระหน่อยเรามองว่า มันเป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกันตามแนวคิดและบริบทของชีวิต บางคนไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะซื้อประกันดี ๆ  สักตัว แต่สำหรับประกันตัวนี้ราคาไม่กี่ร้อยบาท ยังพอเอื้อมได้ บางคนอาจใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงกับการติดเชื้อตัวนี้ ก็อยากทำไว้เพื่อความอุ่นใจ บางคนอยากได้เงินก้อนมาเป็นทุนใช้จ่ายตอนรักษาตัว บางคนอยากได้ค่ารักษาพยาบาล เพราะเกรงว่าหากมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แล้วรัฐบาลรับรักษาไม่ไหว อย่างน้อยก็มีประกันตัวนี้ช่วยในการรักษาอยู่บ้าง หรือ บางคนมีประกันสุขภาพ ประกันชีวิตอยู่แล้ว อาจมองว่าการทำประกันโคโรน่าเพิ่มเติมเป็นการทับซ้อนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่มีความคุ้มค่า มันก็เป็นความคิดนานาจิตตังอ่ะเนอะ

4. หลาย ๆ คนถามว่า ทำประกันไปเขาจะจ่ายจริงไหม เชื่อถือได้หรือเปล่า ถึงเวลาเบิกเงินจะยุ่งยาก ข้อแม้เยอะไหม เราขอตอบตรงนี้เลยว่า ...”ไม่ทราบค่ะ”… 55555555+ เอาจริง ๆ นะ!! โรคนี้มันก็เพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน บริษัทประกันก็เพิ่งคิดริเริ่มโครงการ บางคนที่มีกำลังทรัพย์ก็ซื้อไว้หลายกรมธรรม์ แต่ก็ยังไม่มีใครรีวิวว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจริง ขอรับเงินได้อย่างไรบ้าง แต่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากติดเชื้อ ถ้าต้องเอาปอด เอาสุขภาพไปแลกกับเงิน มันก็ไม่คุ้มเท่าไร ไม่อยากให้โฟกัสว่าเราจะได้รับเงินอย่างไร แต่อยากให้โฟกัสว่าเราควรป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ ดีกว่านะจ๊ะ

5. เมื่อบางคนสงสัยว่าทำประกันแล้วจะเสียเงินทิ้งหรือเปล่า ถ้าหมอวินิจฉัยออกมาว่าป่วยหรือตายด้วยโรคปอด ไม่ใช่สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าล่ะจะทำยังไง หากบริษัทประกันบิดพลิ้วไม่ชดเชย ไม่คุ้มครอง ต้องไปตามฟ้องร้องกันอีกนะ ... บลา ๆ ๆ!! ... เอาเป็นว่า เรามองว่าเป็นความโชคร้ายของชีวิตไปล่ะกัน ถ้าถามว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ก็อยากบอกว่า เราทำประกันตัวนี้ด้วยเงินไม่ถึงหลักพันบาท เงินจำนวนนี้บางทีเราเอาไปกินข้าว ช๊อปปิ้ง ซื้อเครื่องสำอางค์ เปย์ผู้ชาย หมดมากกว่านี้อีก (ซึ่งบางครั้งการเปย์ผู้ชายก็ยังไม่ได้ใจเขา ถ้าซื้อประกันแล้วไม่ได้ความคุ้มครองก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง .... มองบวก 555555555+) ... กลับสู่โหมดสาระสักนิด ถ้ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง ๆ ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์เนอะ อย่างที่รู้ทุกอย่างมีความเสี่ยง ติดเชื้อก็เสี่ยง ทำประกันก็เสี่ยง หลาย ๆ เรื่องในชีวิตก็อยู่บนความเสี่ยง เพียงแค่ว่าเรายอมรับความเสี่ยงกับสิ่งที่เราลงทุนไปได้มากน้อยแค่ไหนก็เท่านั้นเอง

     สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า บทความนี้ เป็นแค่ความคิดส่วนตัวของผู้เขียน มันอาจไม่ใช่ความคิดที่ดี ที่ถูกต้อง 100% มันอาจเป็นการมองชีวิต หรือ วางแผนชีวิตมิติเดียว ซึ่งอาจจะยังไม่รอบคอบมาก แต่ก็หวังว่าบทความนี้อาจจะมีประโยชน์สักนิดสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะวางแผนซื้อประกันสำหรับไวรัสโคโรน่า (Covid-19)


     หลักง่าย ๆ ในการซื้อประกัน คือ เอาตัวเราเป็นหลัก ดูบริบทของชีวิตของเราเองว่าเหมาะกับประกันแบบไหน และที่สำคัญอย่าวิตกจนเกินเหตุ เราทำหน้าที่ป้องกัน วางแผนชีวิต ให้ดีที่สุด หากจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตเรานั่นคือสิ่งที่ต้องรับมือและผ่านมันไปให้ได้ ... เป็นกำลังใจให้นะคะ 💗






Pung'Noey :)




Friday, 7 February 2020

ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารมาให้คุณกิน




     เมื่อฉันเปรียบตัวเองเป็นดั่งนกตัวนึง ซึ่งฉันเริ่มจากการเป็นลูกนกที่ไม่มีใครมาคอยดูแล ฉันต้องเริ่มหัดกางปีก หัดบิน หัดหาอาหาร ด้วยตัวเองมาตลอด กว่าที่ฉันจะได้เติบโตมาจนถึงวันนี้ ฉันใช้เวลาในการเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก มาตั้งมากมาย ซึ่งกว่าจะรู้วิธียกปีก ฉันก็มั่วสลับกับการยกขามาก่อน กว่าจะรู้วิธีหัดบิน ฉันก็ร่วงก็ล้มจนกระดูกแทบหัก ช้ำใน มาหลายหน กว่าจะรู้ว่าควรหาอาหารจากไหน ควรกินอาหารอะไรที่จะทำให้ฉันแข็งแรงและโตขึ้น ฉันก็เสี่ยงกับการกินอาหารผิด ๆ มานับไม่ถ้วน

     การที่ฉันพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้แปลว่า ฉันหยิ่ง ไม่ถามใคร ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร หรือ อยากแสดงความเก่งกาจของตัวเองให้ใครชื่นชม เพราะในความเป็นจริงของชีวิตมันเป็นเรื่องยากมากหากต้องเอ่ยปากบอกใคร แล้วเขายินดีช่วยด้วยความหวังดีจริงใจ ยิ่งในชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน คำว่า "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" แทบหาไม่เจอ ดังนั้น ฉันบอกตัวเองเสมอว่า ความโชคดีของฉันอาจไม่ได้มาจากการเจอคนช่วยเหลือ แต่ความโชคดีของฉันมาจากความตั้งใจและความพยายามของฉันเอง

     เมื่อวันนี้ฉันเป็นนกที่โตขึ้น ฉันกางปีกเป็น ฉันบินเก่งได้ ฉันรู้วิธีที่จะหาแหล่งอาหารให้ฉันเติบใหญ่ ฉันมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะบินไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต

     สุดท้าย ฉันพร้อมที่จะบอกคุณได้ว่า แหล่งอาหารที่อร่อยและสามารถทำให้คุณเจริญเติบโตได้นั้นอยู่ตรงไหน แต่ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารนั้นมาให้คุณกิน



จงใช้ความพยายามที่คุณมีทำมันก่อน

เพราะถ้าคุณได้ลองลงมือทำมันเอง

คุณอาจได้พบของอร่อยที่ไม่ต้องรอใครมาบอก


Please do it yourself ❤

Pung'Noey :)







Friday, 11 January 2019

3 ข้อที่อยากบอกสำหรับน้องที่จะก้าวเข้าสู่วัยทำงาน



Photo By : Pung′Noey


  บทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออยากแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน ให้น้อง ๆ ได้ลองอ่าน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงานในรูปแบบของ "ชีวิตมนุษย์เงินเดือน" 


1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงานที่เรารัก

     แม้หลาย ๆ คนได้เลือกเรียนและมีโอกาสทำงานในสิ่งที่ถนัด สิ่งที่รัก สิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือความโชคดีของชีวิต แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่รัก หรือ ยังไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร รักอาชีพการงานแบบใด เพราะโอกาสและจังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โปรดรู้ไว้ว่าอย่าน้อยใจในโชคชะตา อย่าเหิมเกริมในวาสนา การที่ได้ทำงานในสิ่งที่เราไม่ได้รัก มันไม่ใช่การเสียโอกาส แต่มันคือการได้ลองโอกาสใหม่ ๆ ทุกสิ่งที่เราลงมือทำ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นประสบการณ์ที่ดีเสมอ หากลองทำแล้วมันแย่ก็แค่เปลี่ยนงานใหม่ ชีวิตอย่าคิดเยอะ!!

2. คนคิดลบมีอยู่ทุกที่ แม้กระทั่งตัวคุณเอง

     ไม่ต้องเพ้อฝันว่างานในฝันมันจะต้องสวยหรู ไม่ต้องวาดหวังว่าสังคมการทำงานเขาจะส่งยิ้มหวานแล้วมอบดอกไม้ให้คุณ เพราะมันไม่มีอยู่จริง!! และไม่ต้องกังวลว่าความเป็นจริงมีแต่คนถือเลื่อย ถือมีด ที่พร้อมจะเลื่อยขาเก้าอี้ หรือ เอามีดแทงหลังคุณ ถึงแม้แทบทุกที่มันจะเป็นแบบนี้ก็เถอะ เพียงจำไว้แค่ว่า มิตรภาพที่ปราศจากผลประโยชน์ในสังคมการทำงานมันอาจมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอมัน จงทำงานเพื่องาน เพื่อความสำเร็จของงาน เพื่อผลตอบแทนจากการทำงาน หมดเวลางานคือหาความสุขให้ตัวเอง อย่าใส่ใจคนที่คิดลบกับเรา และ อย่าคิดลบกับคนที่หวังร้ายต่อเรา ทัศนคติที่ดีสำคัญต่อการทำงานมาก บอกเลย!!


3. อย่าปล่อยให้ตัวเองหมดไฟในขณะที่ยังมีความพร้อมจะก้าวเดินต่อไป

     ภาวะหมดไฟในการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่ไม่ได้รักเพียงอย่างเดียว มันยังมีส่วนประกอบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สังคมการทำงาน กฎระเบียบ นโยบาย ทัศนคติ รวมไปจนถึงหัวหน้า เจ้านาย เพื่อนร่วมงานที่เราต้องพบเจอ หากรู้ตัวว่ากำลังจะหมดไฟในการทำงาน จงทบทวน แล้วเปลี่ยนที่ชาร์จพลังใหม่ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ จงกลัวความโง่ ความขี้เกียจ เข้ามาครอบงำอนาคตจะดีกว่า ทุกการก้าวเดินมันจะทำให้เราฉลาดขึ้น เชื่อสิ!!



ตั้งใจทำหน้าที่ มีความรับผิดชอบ อย่าตีกรอบความสามารถตัวเอง

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาได้ ... ขอให้โชคดี 🌝


Pung′Noey :)







Monday, 26 November 2018

[แชร์ประสบการณ์] เหตุผลในการตัดสินใจเขียนใบลาออกด้วยคำว่า "หมด Passion ในการทำงาน"


          เหตุผลที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่นั้นมีมากมายหลากหลายข้อ เช่น ความเครียด ความเหนื่อย ความกดดัน ความไม่มั่นคง ความขัดแย้ง 
การขาดแรงจูงใจในการทำงาน การขาดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน การไม่เป็นที่ยอมรับ การไม่ก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ การทำงานผิดพลาดเสียหาย หรือ ไม่รักในงานที่ทำอยู่ ฯลฯ



✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨
     
แล้วเหตุผลอะไรล่ะที่ทำให้เรา "หมด Passion ในการทำงาน" ... แล้วคำว่า Passion มันมีความหมายว่าอะไร?

หากไปเปิดดิกชั่นนารี คำว่า "Passion" จะแปลว่า ความหลงใหล ความหลุ่มหลง ความชอบ ความโกรธ กิเลส ตัณหา

Passion เป็นคำภาษาอังกฤษโดยมีรากศัพท์มาจากภาษาละติน Pati 

ซึ่งมีความหมายว่า Pain แปลว่า ความทุกข์ ความเจ็บปวด 

ดังนั้นคำว่า Passion จึงแปลได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ 

เป็นคำที่สื่อถึงความกระตือรือร้นจากความชอบความหลงใหล หรือ 

ความเจ็บปวดความเกลียด จนกลายเป็นแรงผลักดันจากภายในให้เรากระทำบางสิ่งบางอย่าง

✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨


ขอบคุณรูปภาพจาก https://pixabay.com



     เมื่อชีวิตการทำงานเดินมาถึงจุดนึง จุดที่เราไม่ได้รู้สึกยินดี ยินร้าย จุดที่ไร้ซึ่งความรู้สึกต่องานที่ทำ ต่อองค์กรที่อยู่ จึงเป็นสาเหตุให้เรากลับมาพิจารณาตัวเองว่าเราเหมาะสมกับองค์กรหรือไม่ หากงานที่ทำออกมาไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสภาพจิตใจไร้ซึ่งความปรารถนาใด ๆ เราควรลาออกเพื่อไม่เป็นภาระขององค์กรและเพื่อนร่วมงาน 

     โดยเหตุผล 2 ข้อ ที่ทำให้เรา "หมด Passion ในการทำงาน" คือ


1. ทัศนคติ (Attitude) ไม่สอดคล้องกับนโยบายองค์กร : ในทางจิตวิทยา ทัศนคติ คือการแสดงออกถึงความชอบ ความไม่ชอบ ต่อบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือ เหตุการณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทัศนคติสร้างขึ้นจากประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สามารถแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรม 

     หากเรามีทัศนคติที่ไม่สอดคล้องต่อนโยบายขององค์กร หรือ เราไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับองค์กรได้ มันจะกลายเป็นความอึดอัด กดดัน ปราศจากความสุขและไร้ซึ่งแรงผลักดันที่จะพาตัวเองตื่นในแต่ละวันไปปฏิบัติงาน


2. ตรรกะ (Logic) ไม่ตรงกับระบบการทำงาน : ตรรกะ คือ ความคิดแบบเป็นระบบ เป็นเหตุ เป็นผล ซึ่งแต่ละคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน มีเหตุและผลในการคิดการตัดสินใจที่แตกต่างกันออกไป

     การที่เรามีตรรกะไม่ตรงกับระบบการทำงาน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาได้ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ไม่อยากฝืนทำในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่อยากดันทุรังจนกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงาน



   2 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเรา เกี่ยวกับระบบความคิดของเราทั้งสิ้น เราเชื่อว่าความคิดส่งผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลงในวันนี้อาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมกับตัวเราในวันข้างหน้า เราแค่ "หมด Passion  ในการทำงาน" แต่เรายังไม่หมดไฟที่จะก้าวต่อไป

   เราเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าการทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ก็เหมือนกับการที่เรามีแฟน ที่จะต้องเรียนรู้ ปรับตัว ทำความเข้าใจ ทำความรู้จักกันไปเรื่อย ๆ พอมาถึงจุดนึงที่มันไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็แค่เลิกกันไป แล้วก็ไปเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ก็แค่นั้นเอง ... ❤




     "จะไม่โทษคนอื่นที่ทำไม่ถูกใจเรา แต่จะพาตัวเราไปทำในสิ่งที่เราพอใจ"


Pung′Noey :)











Tuesday, 20 November 2018

[แชร์ประสบการณ์] 4 เทคนิคขั้นพื้นฐานบริหารเงินเดือน (ฉบับมนุษย์เงินเดือนรายได้น้อย)



ขอบคุณรูปภาพจาก https://pixabay.com


          บทความนี้ 
ขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวสำหรับการบริหารเงินเดือนในแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้น้อย ไม่มีรายได้เสริม และ "ไม่ได้เน้นทำแล้วต้องรวย"



สำหรับ 4 เทคนิคขั้นพื้นฐานในการบริหารเงินเดือน ประกอบด้วย



1. รู้จักประเมินตนเองก่อน  นี่คือวิธีแรกที่เราควรสำรวจตัวเองก่อนว่า ณ วันนี้เรามีรายได้เท่าไร มีรายจ่ายเท่าไร จะสามารถเหลือเก็บได้เท่าไร เพราะแต่ละคนมี Fixed Cost ที่ไม่เท่ากัน ภาระทางการเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบย่อมแตกต่างกันไป เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบัตรเครดิต ค่าเดินทาง ค่าท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายดูแลลูก ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งบางรายจ่ายมันเป็นค่าใช้จ่ายที่ค้ำคอ ไม่จ่ายก็ไม่ได้ พยายามประหยัดขนาดไหนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ดังนั้น ...

     การประเมินตนเองที่ดีและได้ผลลัพธ์มากที่สุด คือ ประเมิน ประมาณการ และ วางแผน ก่อนการใช้จ่าย หรือ ก่อนการสร้างหนี้ บางครั้งความอยากได้ อยากมี คือสิ่งที่เราต้องต่อสู้ภายในจิตใจ หากเราเอาชนะใจตัวเองได้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบริหารชีวิต ซึ่งสมการในการประเมิน คือ

รายได้ - หนี้สิน = ความมั่นคงทางการเงิน


     สมการนี้เป็นสิ่งที่จะสะท้อนว่าความมั่นคงทางการเงินของเราอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือไม่ เราควรวางแผนทางการเงินให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานะเงินเดือน สภาวะเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน





2. เก็บออมก่อนใช้จ่าย  สำหรับคนมือรั่ว มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด นี่คือวิธีหักดิบและถือเป็นการสร้างวินัยที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง ควรเขียนสมการเงินออมไว้ดังนี้ 



รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย


ซึ่งวิธีออมเงินขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนสามารถทำได้นั่นคือ

  • อมเงินโดยเปิดบัญชี เงินฝากประจำ (Fixed Deposit Account) เป็นบัญชีที่เหมาะกับการออมแบบมีระยะเวลาที่แน่นอน เช่น 3 เดือน , 6 เดือน , 24 เดือน เป็นต้น การฝากเงินแต่ละครั้งธนาคารจะกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ เช่น 1,000 - 10,000 บาท ต่อเดือน มีหลายธนาคารให้คุณได้เลือกฝากประจำแบบปลอดภาษีและใหัอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูง ...

  • ออมเงินโดยการซื้อ สลากออมสิน หรือ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. เป็นการฝากเงินประเภทหนึ่งคล้าย ๆ กับการฝากประจำ แถมมีโอกาสได้ลุ้นเงินรางวัลในการถูกสลากอีกด้วย การซื้อสลากเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเงินให้เป็นสินทรัพย์ นั่นหมายความว่า หากเราไม่อยากถือเงินสดเพื่อลดโอกาสในการใช้จ่าย เราจึงเปลี่ยนรูปเงินสดในมือให้เป็นสินทรัพย์ที่ยังมีมูลค่าเท่าเดิม หากครบกำหนดระยะเวลาในการถือครองเราก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด  แม้ดอกเบี้ยสลากจะไม่สูงจนดูไม่น่าลงทุน ก็ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในการรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยเวลาในการออมเงิน ... 

  • ออมเงินโดยการ หยอดเงินใส่กระปุกออมสินอย่างน้อยวันละ 20 บาท เป็นการออมเงินระดับเด็กอนุบาลแต่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดตอนสิ้นเดือนได้เป็นอย่างดี การออมเงินวิธีนี้สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ว่า "เงินเดือนน้อยนิด ชีวิตติดหรู" คือ ช่วงสัปดาห์แรกที่เงินเดือนออก หลังจากหักเก็บเงินออม และเห็นจำนวนเงินเหลือใช้จ่ายแล้ว เราจะฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ จนลืมนึกถึงชีวิตสิ้นเดือน ดังนั้นการหยอดเงินใส่กระปุกอย่างน้อยวันละ 20 - 30 บาท ใช้เวลาเก็บประมาณ 20 วัน มันทำให้เรามีเงินใช้ประมาณ 400-600 บาท เราสามารถนำมาใช้จ่ายช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเงินออกได้ ถือเป็นการต่อลมหายใจสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือน

3. หนี้สินมีต้องรีบใช้ นี่เป็นอีกข้อนึงที่สำคัญในการบริหารเงิน หากเป็นไปได้เราไม่ควรมีหนี้สินที่ต้องชำระต่อเดือนเกิน 40% ของเงินเดือน เช่น เงินเดือน 10,000 บาท ควรมีหนี้ได้ไม่เกิน 4,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 6,000 บาท ควรจะแบ่งไปเป็นเงินเก็บ และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เราสามารถสร้างหนี้ได้โดยที่เราไม่เดือดร้อน หากเรามีความพร้อมและความรับผิดชอบในการชำระหนี้ การชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลานอกจากจะไม่เสียดอกเบี้ยเงินปรับแล้ว ยังถือเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเราเอง

4. ทำใจให้มีสุข รู้หรือไม่? การกล่าวขอบคุณตัวเราเองในทุก ๆ เรื่องที่เราทำได้ในแต่ละวัน มันเป็นการเติมความสุขและเติมกำลังใจให้เราเป็นอย่างดี ร่างกายเราเหนื่อยล้าจากการทำงาน สมองเราเหนื่อยล้าจากการวิเคราะห์ แก้ไข วางแผน ดังนั้น เราไม่ควรเหนื่อยใจให้กับอะไรทั้งสิ้น จิตใจที่เข้มแข็งจะส่งผลต่อสมองและพละกำลัง ไม่ต้องรอเก็บเงินให้ได้หลักล้านแล้วค่อยภูมิใจ ไม่ต้องรอให้หมดหนี้แล้วค่อยพอใจ แต่เราจงภูมิใจและพอใจในทุก ๆ วันที่ลงมือทำ ... "เงินเดือนน้อยค่อย ๆ เก็บ ... ความสุขน้อยค่อย ๆ เติม"




รู้จักประเมินตนเองก่อน

เก็บออมก่อนใช้จ่าย

หนี้สินมีต้องรีบใช้

ทำใจให้มีสุข


Pung′Noey :)


⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐