Showing posts with label นักเขียน. Show all posts
Showing posts with label นักเขียน. Show all posts

Monday, 28 September 2020

ความรักครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง? (How do you learn to this love?)

 


Photo by : Pung'Noey


เคยได้ยินประโยคที่หลายคนเคยบอกว่า เลิกกันทั้งที่ยังรักกันอยู่

ซึ่งตอนนั้นไม่เข้าใจว่าถ้ายังรักกันอยู่มันจะไปเลิกกันทำไม

คิดว่ามันต้องมีใครสักคนที่หมดรักสิมันถึงได้เลิกกันได้

พอมาถึงวันนี้ วันที่ได้เรียนรู้ ได้พบเจอด้วยตัวเอง

จึงเข้าใจแล้วว่า เลิกกันทั้งที่ยังรักมาก

มันเป็นเช่นไร

 

ถ้าหากมองในมุมของการเป็นแฟน เป็นคู่รัก

แค่เธอกับฉันเรารักกันมันก็น่าจะพอแล้ว

แต่หากมองในมุมของ คู่ชีวิต

คำว่า รักอย่างเดียว

มันไม่พอ


Photo by : Pung'Noey

 

คู่ชีวิตมันใช้องค์ประกอบหลายอย่างในการเดินคู่ไปด้วยกัน

เรามีความรักเป็นที่ตั้ง แต่มันก็ต้องมีความเข้าใจ ความอดทน

ความพร้อม ความหวัง ความคิด ความดี มาประกอบ

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ ความรักนั่นคือ

ทัศนคติ


ทัศนคติ

ต่อการดำรงชีวิตคู่มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ถ้าคนสองคนมีมุมมองการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

มีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันมันยากที่จะประคองกันไปได้

เขาไม่ผิดที่มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกับเรา และ

เราก็ไม่ผิดที่มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกับเขา

ไม่มีใครผิดเลย

 

Photo by : Pung'Noey



มันคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักที่ต้องเลิกในขณะที่ยังรักเต็มหัวใจ

และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเราจะไม่เสียใจต่อเหตุการณ์เช่นนี้

แต่บนความเศร้ามันมีความเข้าใจอยู่มาก ๆ

เข้าใจในเหตุและผลที่เกิดขึ้น

ไม่ฟูมฟาย ไม่ร่ำร้อง

เศร้าแต่สงบ

 

ดังนั้นถ้าเรารักใครสักคน

เราก็หวังอยากให้เขาได้มีชีวิตที่ดีมีความสุขในแบบที่เขาเลือก

และเช่นกันหากเขาคนนั้นรักเรา

เขาก็คงปรารถนาให้เรามีความสุขในเส้นทางที่เราเลือกเช่นนั้นด้วย

ดังนั้นคำว่า เลิกกันทั้งที่ยังรัก

มันคือความรักที่เห็นอกเห็นใจเข้าใจในความต้องการของกันและกัน

พร้อมที่จะซัพพอร์ทกันในสถานะอื่นได้

ในเมื่อวันนี้ถ้ารักกันในแบบแฟน คู่รัก คู่ชีวิต แล้วมันไม่รุ่ง

ก็ลองหันมารักกันในแบบอื่นอาจจะดีกว่า

แม้สถานะจะเปลี่ยนแต่ความรักจะยังคงอยู่ตลอดไป 😊

 

 

Photo by : Pung'Noey



จงคืนความเป็นอิสระให้แก่กัน

เพราะชีวิตก็เหมือนแจกัน วางผิดที่ก็ไม่สวย

เอาแจกันไปวางกลางทุ่ง มีดอกไม้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่เข้ากัน

💙💙💙💙💙


Pung'Noey :)


Thursday, 25 June 2020

3 ประโยคบอกเลิก ที่ทำให้เลิก (คิด) ไม่ได้

Photo By : Pung'Noey

            หลายคนคงเคยได้ยิน หรือ พบเจอเหตุการณ์ การถูกบอกเลิกมาบ้างแล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์จะจบลงเช่นไร ความเสียใจ ความสงสัย มันอาจไม่ได้จบตาม ฉะนั้นวันนี้ขอยกตัวอย่างประโยคบอกเลิก ที่ทำให้เลิกคิดมากไม่ได้ ดังนี้ค่ะ


    1. เราเลิกกันเถอะนะ เพราะฉันอยากอยู่คนเดียว

โอ้วววว มาย ก๊อดดดด!! ประโยคบอกเลิกสุดคลาสสิคที่หลาย ๆ คน คงเคยได้ยิน มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า อยากอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือ ไม่อยากให้เราอยู่ในชีวิตเชาด้วย หรือที่ร้ายไปกว่านั้น เขาอยากอยู่กับคนอื่นมากกว่าหรือเปล่า ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย คิดมาคิดไปก็สะเทือนใจตัวเองเปล่า ๆ


    2. เราเลิกกันเถอะนะ เพราะฉันหมดความอดทนกับเธอแล้ว

โอ้ววว โหววว ดาร์ลิ่งงง!! ประโยคบอกเลิกสุดจี๊ดแบบตัดเยื่อใย ถึงขนาดคนโดนบอกเลิกหน้าชา แขน ขา ไร้เรี่ยวแรง สติแตก อารมณ์ระเบิด คิดเตลิดไปว่า แล้วที่ผ่านมามันเรียกว่าอะไรห่ะ?ที่คบกันมา 5 ปี 10 ปี มันมีแต่ความอดทนหรือไง ไม่หลงเหลือความรัก หรือไม่เคยรักกันเลยสินะ คิดย้ำ คิดวน สับสนกับสิ่งที่ผ่านมา จนบางทีก็คิดไปว่า สิ่งดี ๆ ที่ทำร่วมกันมามันคือความรักหรือแค่ความอดทนกันแน่


    3. เราเลิกกันเถอะนะ เพราะฉันไม่รักเธอแล้ว

โอ้ววว เล็ท คิล มี พลีสสสส!! (Let Kill Me Please!) ประโยคบอกเลิกที่เหมือนธนูไฟ ถูกยิงตรงเข้ามาที่หัวใจ มันพร้อมที่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของคนโดนบอกเลิกถูกเผาสลายลงไปในพริบตา จนทำให้คิดว่า นี่ฉันไม่ดีหรือเปล่า ฉันไม่น่ารักหรือเปล่า (ยืมประโยคของน้องสายฟ้า ลูกแม่ชมมาหน่อยนะคะ) คิดจนสมองจะระเบิดว่า เพราะอะไร ยังไง ทำไม เธอถึงไม่รักกัน  มันช่างเป็นประโยคบอกเลิกที่ไม่ต้องอ้อมค้อมกันเลยทีเดียว


    สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะโดนประโยคบอกเลิกแบบไหน หรือ โดนบอกเลิกด้วยวิธีใด ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ ก็คือ การจากลาอยู่ดี บางทีความสัมพันธ์มันก็เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล และก็จบลงแบบไม่มีเหตุผลเช่นกัน

   การคิดวนเวียน โทษตัวเอง หรือแม้แต่ โทษกันไปมา ไม่อาจช่วยให้ชีวิตเดินต่อไปได้ แต่การยอมรับความจริง อยู่กับปัจจุบัน นำบทเรียนและขัอผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุงแก้ไข ย่อมคือสิ่งที่ดีต่อตัวเรามากกว่า

    ทุก ๆ การจากลา คือ การพบเจอสิ่งใหม่ ถ้าไม่จากก็ไม่เจอ ถ้าไม่อยากเจอก็อยู่แบบจมอดีตต่อไป และ เรื่องจริงของการเลิกรา คือ การไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ... คนไม่รัก คนจะไป ห้ามกันไม่ได้หรอกนะคะ


ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ

Pung'Noey :)


แรงบันดาลใจสำหรับการเขียนบทความนี้จาก >>> เพลง ยิ่งใกล้ยิ่งไม่รู้จัก - ว่าน ธนกฤต 💔


Tuesday, 5 May 2020

เรื่องเล่าจากเฟรนด์ชิพ (Friendship Stories)


      ในขณะที่ฉันกำลังงุ่นง่านกับการค้นหาเอกสารในตู้เก็บของใบเก่า มันเป็นตู้ไม้ที่อยู่กับครอบครัวของเรามาเกิน 10 ปีแล้ว นอกจากจะใช้เป็นตู้เก็บเอกสาร เก็บของใช้ต่าง ๆ แล้ว มันยังเป็นตู้ที่เก็บความทรงจำของฉันเอาไว้ด้วย


       หนึ่งในความทรงจำของฉัน ถูกรื้อค้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อยามที่สายตาไปสะดุดกับสมุด Friendship สมุดสุดฮิตที่ต้องมีในวัยมัธยม ฉันละจากการค้นหาเอกสารโดยพลัน แล้วหยิบสมุดเล่มนั้นมานั่งเปิดอ่านในห้องนั่งเล่น สภาพสมุดยังดูสมบูรณ์  ซึ่งก็มีเพียงสีปกที่ดูซีดจางลงไปบ้างตามกาลเวลา


Photo By : Pung'Noey


        เมื่อเปิดหน้าแรกของ Friendship ก็จะได้พบกับประวัติชีวิตส่วนตัวของฉัน ซึ่งในตอนนั้นก็คิดว่าข้อมูลที่เขียนนั้นดีมากแล้ว อีกทั้งลายมือที่เขียนก็ดูไม่ค่อยบรรจงสวยงามสักเท่าไร ถ้าให้บรรยายคงต้องใช้คำว่า เขียนแบบภาษาวัยรุ่นในยุคนั้น

     เมื่อเปิดหน้าถัดไปจะได้พบกับรูปถ่ายจากกล้องฟิล์ม ที่อัดล้างออกมาติดในสมุดเป็นรูปถ่ายหมู่คณะที่ประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำชั้นพร้อมทั้งเพื่อน ๆ อีกหลายสิบคน ซึ่งในสมุดเล่มนี้นั้นเขียนระบุไว้ว่าเป็นภาพถ่าย เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 จากวันนั้นจนถึงวันนี้วันที่ฉันกำลังเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ มันผ่านมาแล้วเป็นเวลากว่า 14 ปี ซึ่งฉันในตอนนั้นกับฉันในตอนนี้ หน้าตาไม่ได้ดูเปลี่ยนไปสักเท่าไร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากมาย คือ น้ำหนักตัวที่มากขึ้นตามอายุ

         ฉันนั่งไล่เรียงดูหน้าเพื่อน ๆ แต่ละคนด้วยความคิดถึง และบุคคลที่ฉันยังคงระลึกนึกถึงอยู่เสมอ คือ อาจารย์ประจำชั้น นามของท่านคือ อาจารย์ วนิดา ท่านเป็นอาจารย์ที่น่ารัก ใจดีกับฉันมาตลอด คอยประสิทธิ์ประสาทวิชา  คอยผลักดันฉันอยู่เรื่อยมา ในวันนี้ฉันหวังว่าอาจารย์จะยังคงมีสุขภาพที่ดี และมีความสุขสมบูรณ์

        เมื่อไล่เปิดสมุดดูถัดไปเรื่อย ๆ จะได้พบกับรูปถ่ายจากกล้องฟิล์มอีกเช่นเคย เป็นรูปถ่ายที่มีจำนวนไม่มากเพราะค่าอัด ค่าล้างในสมัยนั้นก็หลายสิบบาทอยู่ รูปเหล่านั้นเป็นรูปถ่ายกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่ฉันรักมากที่สุดอีกส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นรูปถ่ายตอนที่ฉันได้ไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัด มันทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนฉันมีความสุขมากแค่ไหน นั่งดูไป ยิ้มไป เพลินตาดี

        และอีกสิ่งหนึ่งในสมัยวัยมัธยมที่นิยมทำกัน คือ การแลกรูปกันเพื่อนำมาติดในสมุด Friendship พร้อมเขียนชื่อ – นามสกุล ของเพื่อน ๆ แต่ละคนไว้อย่างดี มาคิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ลืมชื่อ ลืมหน้ากันไป

       ส่วนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันของสมุด Friendship เล่มนี้ คือ การบรรยายความในใจของเพื่อน ๆ ที่มีต่อฉัน บางคนเขียนสั้นบ้าง บางคนเขียนยาวบ้าง แตกต่างกันไปตามความสนิท บางคนก็เลือกเขียนหน้าตามสีของสมุดที่ชอบ ซึ่งก็จะทำให้หน้าสมุดเว้นวรรคขาดตอนเป็นเรื่องธรรมดา
Photo By : Pung'Noey

       แต่เนื้อหาในสมุดที่มันสะดุดความรู้สึกของฉัน คือ การเขียนบรรยายความรู้สึกของเพื่อนสนิท ที่ตอนนั้นเราไม่ได้สนิทกันแล้ว นี่คือ อีกหนึ่งความทรงจำที่เจ็บปวดของชีวิต เพราะ ฉันคือคนที่ถอยออกห่างความสัมพันธ์ คำว่า
เพื่อนสนิท ฉันจำได้ดีว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ฉันต้องตัดสินใจแบบนั้น แต่ฉันไม่เคยเอื้อนเอ่ยบอกเหตุผลที่แท้จริงกับเพื่อน ๆ เลยสักนิด

       ฉันมีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คน เราเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล 1  เมื่อเทอมที่สองของชั้น ม.3 มันมีเหตุการณ์จากความประพฤติที่ไม่ดีของฉัน ฉันกลัวว่าจะทำให้เพื่อน ๆ ต้องเดือดร้อน หรือ อึดอัดใจในการที่มีฉันอยู่ในกลุ่ม ฉันจึงตัดสินใจเดินออกจากความสัมพันธ์อันดี และใช้ชีวิตตัวคนเดียวในเทอมสุดท้ายของภาคเรียนนั้น ฉันเสียใจที่สุดและฉันยังจำได้ดีว่าฉันมีเพื่อนสนิทที่ฉันรักและเธอทุกคนก็น่ารักกับฉันมาก

       ฉันกล้าที่จะพาตัวเองออกจากกลุ่ม แต่ฉันไม่กล้าที่จะบอกถึงเหตุผลจริง ๆ ว่าทำไมฉันถึงทำอย่างนั้น และความขี้ขลาดยังรวมไปถึงการที่ฉันไม่กล้าที่จะเอ่ย คำว่า ขอโทษฉันภาวนาว่าสักวันเธอเหล่านั้นคงได้รับรู้จากการเปิดอ่านบทความนี้

      14 ปีผ่านมาแล้ว มันคงไม่สามารถทำให้เรากลับมาสนิทกันได้อีกครั้ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต มันเป็นทั้งความทรงจำที่ดีและเจ็บปวด ฉันคิดว่าชีวิตก็เหมือนละครที่ย่อมมีตอนอวสาร มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ มันอาจไม่ Happy Ending แต่ฉันยังคงยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง มันยังคงมีความทรงจำอื่น ๆ จากเพื่อน ๆ อีกหลายคน มีเหตุการณ์ที่น่ารัก ทรหด กลั่นแกล้งกันบ้างตามประสาเด็กน้อย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีคุณค่าในชีวิตทั้งสิ้น


ขอบคุณสมุด Friendship ที่ทำให้เรายังจำ Friend และความ Ship หายของตัวเองได้ทุกตอน

ภาพสีจาง ความทรงจำเลือนลาง แต่ ความรู้สึกยังชัดเจน .... Friendship

Pung'Noey :)






Friday, 7 February 2020

ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารมาให้คุณกิน




     เมื่อฉันเปรียบตัวเองเป็นดั่งนกตัวนึง ซึ่งฉันเริ่มจากการเป็นลูกนกที่ไม่มีใครมาคอยดูแล ฉันต้องเริ่มหัดกางปีก หัดบิน หัดหาอาหาร ด้วยตัวเองมาตลอด กว่าที่ฉันจะได้เติบโตมาจนถึงวันนี้ ฉันใช้เวลาในการเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก มาตั้งมากมาย ซึ่งกว่าจะรู้วิธียกปีก ฉันก็มั่วสลับกับการยกขามาก่อน กว่าจะรู้วิธีหัดบิน ฉันก็ร่วงก็ล้มจนกระดูกแทบหัก ช้ำใน มาหลายหน กว่าจะรู้ว่าควรหาอาหารจากไหน ควรกินอาหารอะไรที่จะทำให้ฉันแข็งแรงและโตขึ้น ฉันก็เสี่ยงกับการกินอาหารผิด ๆ มานับไม่ถ้วน

     การที่ฉันพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้แปลว่า ฉันหยิ่ง ไม่ถามใคร ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร หรือ อยากแสดงความเก่งกาจของตัวเองให้ใครชื่นชม เพราะในความเป็นจริงของชีวิตมันเป็นเรื่องยากมากหากต้องเอ่ยปากบอกใคร แล้วเขายินดีช่วยด้วยความหวังดีจริงใจ ยิ่งในชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน คำว่า "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" แทบหาไม่เจอ ดังนั้น ฉันบอกตัวเองเสมอว่า ความโชคดีของฉันอาจไม่ได้มาจากการเจอคนช่วยเหลือ แต่ความโชคดีของฉันมาจากความตั้งใจและความพยายามของฉันเอง

     เมื่อวันนี้ฉันเป็นนกที่โตขึ้น ฉันกางปีกเป็น ฉันบินเก่งได้ ฉันรู้วิธีที่จะหาแหล่งอาหารให้ฉันเติบใหญ่ ฉันมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะบินไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต

     สุดท้าย ฉันพร้อมที่จะบอกคุณได้ว่า แหล่งอาหารที่อร่อยและสามารถทำให้คุณเจริญเติบโตได้นั้นอยู่ตรงไหน แต่ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารนั้นมาให้คุณกิน



จงใช้ความพยายามที่คุณมีทำมันก่อน

เพราะถ้าคุณได้ลองลงมือทำมันเอง

คุณอาจได้พบของอร่อยที่ไม่ต้องรอใครมาบอก


Please do it yourself ❤

Pung'Noey :)







Friday, 16 November 2018

เตรียม!! 3 พร้อม ก่อนลาออกจากงาน


     หลาย ๆ คนมีความคิดที่ "อยากจะลาออกจากงาน" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล อยากทำธุรกิจส่วนตัว เบื่องานประจำ ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน ทัศนคติไม่ตรงกับเจ้านาย และเหตุผลอีกมากมายหลายประการ


    ก่อนที่คุณจะคิดถึงการลาออก อยากให้คุณตั้งสติ คิดทบทวน ว่าเพราะอะไรคุณถึงอยากลาออก อาจจะเพราะอารมณ์น้อยใจ หรือ เพราะทำงานผิดพลาดไป หรือ เพราะได้รับผิดชอบงานที่ไม่ถนัด หรือ เพราะงานที่ทำอยู่มันหนักเกินไป

ท้องฟ้ายามเย็นยังเห็นเด่นสี เราควรทำชีวีให้เห็นเด่นชัด
Photo By : Pung'Noey

  แล้วพิจารณาต่อไปอีกสักนิดว่า เราจะสามารถแก้ไข ปรับปรุง มันได้ไหม ถ้าเราได้ลองแก้ไขแล้ว ปรับตัวแล้ว ปรับใจแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกอยากลาออก เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรเตรียม 3 พร้อม ก่อนลาออกจากงาน




1. เตรียม "เงิน" ให้พร้อม : เพราะเงินคือสิ่งที่สำคัญในการมีชีวิตรอด หากวันนี้คุณยังมีหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต หรืออะไรก็ตามแต่ คุณควรจะวางแผนการเงินของคุณให้พร้อม ลองคำนวณรายรับ รายจ่าย เงินออมที่ควรจะมีเผื่อฉุกเฉิน อย่างเช่น

  • เงินออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างว่างงาน เพราะถ้าคุณลาออกจากงาน นั่นหมายความว่าคุณขาดรายได้ทันที คุณควรมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายประมาณ 3 เดือน 6 เดือน ตามแต่คุณจะวางแผนชีวิตไว้


  • เงินออมเพื่อใช้จ่ายยามเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หากคุณไม่ได้ทำประกันไว้ หรือคุณอาจว่างงานเกินกว่าจะใช้สิทธิประกันสังคมได้ คุณควรจะเตรียมเงินส่วนนี้สำรองไว้บ้าง


2. เตรียม "รายได้ทางอื่น" ให้พร้อม : หากคุณกำลังจะทำธุรกิจส่วนตัวคุณควรมีแผนธุรกิจ มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีลู่ทาง มี Partner / Connection มีฐานลูกค้า และถ้าธุรกิจคุณพร้อม คุณสามารถลาออกจากงานประจำมาลุยมันได้เต็มที่ แต่หากบางคนยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรลองมองหาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด เพื่อสร้างมันให้เกิดรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยประคองยามที่ว่างงาน และ จงจำไว้ว่า "อย่าปล่อยให้เรามีรายได้แค่ทางเดียว เพราะความเสี่ยงมันไม่เลือกเวลาเกิด"


3. เตรียม "ใจ" ให้พร้อม : จิตใจ คือ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเงินทอง ทุก ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือ เส้นทางที่เราเลือกเดิน ไม่ว่าคุณจะวางแผนเตรียมรับมือไว้หรือไม่ ขอให้คุณเลือกที่จะทำ เลือกที่จะเดิน ด้วยสติ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง  ทุก ๆ การตัดสินใจในชีวิตมันมีความหมายและมีสิ่งที่ดีรออยู่ 



"อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง จงกลัวการย่ำอยู่กับที่จะดีกว่า"


Pung′Noey :)

Thursday, 15 November 2018

ฉันอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน (I wasn't born to be a writer)


ฉันอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน

     (I wasn't born to be a writer)

Photo By : Pung'Noey


          เมื่อหลายปีก่อน เคยคิดเอาไว้ว่าอยากหาเวลาว่าง ๆ มาเขียนบทความ ทำ Blog หรืออะไรสักอย่าง อยากเล่าเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ นำเสนอมุมมองความคิดของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย



          จนมาถึงวันนี้ วันที่ชีวิตแสนว่างจนน่าตกใจ จึงมีโอกาสหยิบเอาความคิด ความฝัน ความมโนอันยาวไกล มาเริ่มต้นร้อยเรียงใหม่ให้เป็นความจริง



          ฉันยังไม่รู้เลยว่านับจากนี้ มันจะเป็นอย่างไร จะมีคนชอบไหม จะมีใครติดตามหรือเปล่า ฉันหวังเพียงว่า ในทุก ๆ  Blog ที่ฉันพยายามเขียน พยายามจะสื่อสาร ฉันต้องการให้มันมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้



          ฉันอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน แต่ก็อยากลองเขียนตามเส้นทางที่ใฝ่ฝันสักครั้งหนึ่ง




ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Pung′Noey : )