Showing posts with label การทำงาน. Show all posts
Showing posts with label การทำงาน. Show all posts

Friday, 7 February 2020

ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารมาให้คุณกิน




     เมื่อฉันเปรียบตัวเองเป็นดั่งนกตัวนึง ซึ่งฉันเริ่มจากการเป็นลูกนกที่ไม่มีใครมาคอยดูแล ฉันต้องเริ่มหัดกางปีก หัดบิน หัดหาอาหาร ด้วยตัวเองมาตลอด กว่าที่ฉันจะได้เติบโตมาจนถึงวันนี้ ฉันใช้เวลาในการเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก มาตั้งมากมาย ซึ่งกว่าจะรู้วิธียกปีก ฉันก็มั่วสลับกับการยกขามาก่อน กว่าจะรู้วิธีหัดบิน ฉันก็ร่วงก็ล้มจนกระดูกแทบหัก ช้ำใน มาหลายหน กว่าจะรู้ว่าควรหาอาหารจากไหน ควรกินอาหารอะไรที่จะทำให้ฉันแข็งแรงและโตขึ้น ฉันก็เสี่ยงกับการกินอาหารผิด ๆ มานับไม่ถ้วน

     การที่ฉันพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้แปลว่า ฉันหยิ่ง ไม่ถามใคร ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร หรือ อยากแสดงความเก่งกาจของตัวเองให้ใครชื่นชม เพราะในความเป็นจริงของชีวิตมันเป็นเรื่องยากมากหากต้องเอ่ยปากบอกใคร แล้วเขายินดีช่วยด้วยความหวังดีจริงใจ ยิ่งในชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน คำว่า "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" แทบหาไม่เจอ ดังนั้น ฉันบอกตัวเองเสมอว่า ความโชคดีของฉันอาจไม่ได้มาจากการเจอคนช่วยเหลือ แต่ความโชคดีของฉันมาจากความตั้งใจและความพยายามของฉันเอง

     เมื่อวันนี้ฉันเป็นนกที่โตขึ้น ฉันกางปีกเป็น ฉันบินเก่งได้ ฉันรู้วิธีที่จะหาแหล่งอาหารให้ฉันเติบใหญ่ ฉันมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะบินไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต

     สุดท้าย ฉันพร้อมที่จะบอกคุณได้ว่า แหล่งอาหารที่อร่อยและสามารถทำให้คุณเจริญเติบโตได้นั้นอยู่ตรงไหน แต่ฉันจะไม่บินไปคาบอาหารนั้นมาให้คุณกิน



จงใช้ความพยายามที่คุณมีทำมันก่อน

เพราะถ้าคุณได้ลองลงมือทำมันเอง

คุณอาจได้พบของอร่อยที่ไม่ต้องรอใครมาบอก


Please do it yourself ❤

Pung'Noey :)







Friday, 11 January 2019

3 ข้อที่อยากบอกสำหรับน้องที่จะก้าวเข้าสู่วัยทำงาน



Photo By : Pung′Noey


  บทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออยากแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน ให้น้อง ๆ ได้ลองอ่าน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงานในรูปแบบของ "ชีวิตมนุษย์เงินเดือน" 


1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงานที่เรารัก

     แม้หลาย ๆ คนได้เลือกเรียนและมีโอกาสทำงานในสิ่งที่ถนัด สิ่งที่รัก สิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือความโชคดีของชีวิต แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่รัก หรือ ยังไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร รักอาชีพการงานแบบใด เพราะโอกาสและจังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โปรดรู้ไว้ว่าอย่าน้อยใจในโชคชะตา อย่าเหิมเกริมในวาสนา การที่ได้ทำงานในสิ่งที่เราไม่ได้รัก มันไม่ใช่การเสียโอกาส แต่มันคือการได้ลองโอกาสใหม่ ๆ ทุกสิ่งที่เราลงมือทำ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นประสบการณ์ที่ดีเสมอ หากลองทำแล้วมันแย่ก็แค่เปลี่ยนงานใหม่ ชีวิตอย่าคิดเยอะ!!

2. คนคิดลบมีอยู่ทุกที่ แม้กระทั่งตัวคุณเอง

     ไม่ต้องเพ้อฝันว่างานในฝันมันจะต้องสวยหรู ไม่ต้องวาดหวังว่าสังคมการทำงานเขาจะส่งยิ้มหวานแล้วมอบดอกไม้ให้คุณ เพราะมันไม่มีอยู่จริง!! และไม่ต้องกังวลว่าความเป็นจริงมีแต่คนถือเลื่อย ถือมีด ที่พร้อมจะเลื่อยขาเก้าอี้ หรือ เอามีดแทงหลังคุณ ถึงแม้แทบทุกที่มันจะเป็นแบบนี้ก็เถอะ เพียงจำไว้แค่ว่า มิตรภาพที่ปราศจากผลประโยชน์ในสังคมการทำงานมันอาจมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอมัน จงทำงานเพื่องาน เพื่อความสำเร็จของงาน เพื่อผลตอบแทนจากการทำงาน หมดเวลางานคือหาความสุขให้ตัวเอง อย่าใส่ใจคนที่คิดลบกับเรา และ อย่าคิดลบกับคนที่หวังร้ายต่อเรา ทัศนคติที่ดีสำคัญต่อการทำงานมาก บอกเลย!!


3. อย่าปล่อยให้ตัวเองหมดไฟในขณะที่ยังมีความพร้อมจะก้าวเดินต่อไป

     ภาวะหมดไฟในการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่ไม่ได้รักเพียงอย่างเดียว มันยังมีส่วนประกอบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สังคมการทำงาน กฎระเบียบ นโยบาย ทัศนคติ รวมไปจนถึงหัวหน้า เจ้านาย เพื่อนร่วมงานที่เราต้องพบเจอ หากรู้ตัวว่ากำลังจะหมดไฟในการทำงาน จงทบทวน แล้วเปลี่ยนที่ชาร์จพลังใหม่ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ จงกลัวความโง่ ความขี้เกียจ เข้ามาครอบงำอนาคตจะดีกว่า ทุกการก้าวเดินมันจะทำให้เราฉลาดขึ้น เชื่อสิ!!



ตั้งใจทำหน้าที่ มีความรับผิดชอบ อย่าตีกรอบความสามารถตัวเอง

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาได้ ... ขอให้โชคดี 🌝


Pung′Noey :)







Monday, 10 December 2018

เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อชีวิตที่เพียงพอ


    หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยิน ได้เห็น ได้เรียนรู้ คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" กันมาบ้าง แต่น้อยคนนักที่จะหยิบยกพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระราชทานแนวความคิดมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน 


 "เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ได้มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนหันไปทำการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว แต่ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน การทำธุรกิจ การวางแผน การดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย มีค่าความนิยมต่อวัตถุสูงกว่าค่าแรงและเงินในกระเป๋า มีระบบสื่อสารที่รวดเร็วทันสมัย แต่สวนทางกับสภาพการเมืองและสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย สิ่งแวดล้อมที่กำลังเสื่อมโทรม การพึ่งพาตนเองเริ่มน้อยลง



Photo By : Pung′Noey

     เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาของรัชกาลที่ ๙ ทรงชี้แนะแนวทางให้แก่ประชาชนทุกคน ให้ดำรงตนอยู่บนพื้นฐานทางสายกลาง ความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ และสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

   เศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย

๑. ความพอประมาณ คือ ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

๒. ความมีเหตุผล คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

๓. ภูมิคุ้มกัน คือ การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่เกิดจะขึ้น  โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

   โดยมี เงื่อนไข ๒ ประการ ดังนี้

๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วยความรอบรู้ เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฎิบัติ

๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

      หนึ่งในพระบรมราโชวาท ที่กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

"คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่ทันสมัย แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนา ที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทย อยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้"



     จากแนวพระราชดำริ และ พระบรมราโชวาทนี้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่าน ทรงเน้นให้ประชาชนพอมีพอกิน ให้ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร ความอดทน มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ สังคม และวัฒนธรรมโลกภายนอก ซึ่งจะนำไปสู่ "ความสุข" ในการดำเนินชีวิตที่แท้จริง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

มูลนิธิชัยพัฒนา (เศรษฐกิจพอเพียง)




ความเจริญที่แท้จริง คือ ความเจริญทางจิตใจ

ความพอเพียงที่แท้จริง คือ ความเพียงพอที่พอใจ

เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อชีวิตที่เพียงพอ


Pung′Noey :)



Thursday, 6 December 2018

3 ข้อ ที่ควรสร้างเพื่อให้พนักงานรักองค์กร



     ถึงแม้ในยุคปัจจุบัน หลาย ๆ บริษัทจะหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักร รวมทั้ง Digital Marketing กันซะส่วนใหญ่ แต่ในบางตำแหน่งงาน บางสาขาอาชีพ ก็ยังจำเป็นที่ต้องใช้ ทรัพยากรบุคคล ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เจริญเติบโต
     

     ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทรัพยากรบุคคล ยังคงมีความจำเป็นในการดำเนินงานขององค์กร การพัฒนาบุคลากร รวมกระทั่งการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน จึงเป็นส่ิงที่ผู้บริหารยังคงต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ผลกำไรขาดทุน


ขอบคุณรูปภาพจาก www.canva.com

     การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เปรียบดั่งศิลปะรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานต้องสร้างสรรค์ พัฒนา บุคลากรให้เป็นไปตามวัฒนธรรมและนโยบายขององค์กร นอกเหนือจากผลตอบแทน สวัสดิการต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานควรเรียนรู้ ใส่ใจ คือ

1. การสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติงาน 

     คำสั่ง หรือ รายละเอียด ตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ควรมีขอบเขตระบุอย่างชัดเจน เนื่องจากพนักงานจะได้รับทราบข้อปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับบุคคลที่มีคุณสมบัติและความสามารถ จะส่งผลให้พนักงานสามารถทำงานได้ตามแผนและเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งบริษัทเองสามารถประเมินผลการทำงานของพนักงานได้อย่างมีระบบ

2. การสร้างความภักดีต่อองค์กร

     หากบริษัทคำนึงถึงแต่ความภักดีของลูกค้าที่มีต่อตราสินค้า หรือตราบริษัท โดยไม่ได้คำนึงถึงบุคลากรภายในที่จำเป็นต้องสร้างให้บุคลากรมีความรู้สึกดีต่องานที่ทำ ต่อองค์กรที่อยู่ บริษัทก็จะประสบปัญหาการปรับเปลี่ยน โยกย้าย ลาออกของพนักงานอยู่เสมอ แม้การโยกย้าย ลาออก จะเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอทุกบริษัท แต่บางครั้งบริษัทอาจสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่สำคัญต่อการบริหารงาน รวมทั้งเสียเวลาในการสรรหา เสียเวลาเรียนรู้ระบบการทำงานของบุคลากรใหม่ ซึ่งการสร้างความภักดี สามารถทำได้ง่าย ๆ  อย่างเช่น 

  • การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน
  • การสร้างโอกาส ความก้าวหน้าให้แก่พนักงาน
  • การทำกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ของบริษัท
  • การทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท
  • การให้เกียรติ เคารพ ในการทำงานของพนักงาน
  • การเปิดใจรับฟังปัญหา การช่วยแก้ไขปัญหา การช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษาของพนักงาน
  • ผู้บริหารหรือหัวหน้างานมีภาวะความเป็นผู้นำอย่างมีคุณภาพ มีความยุติธรรม


3. การสร้างแรงจูงใจด้วยใจ

     "จ้างด้วยใจ ก็ได้ใจ ... จ้างด้วยเงิน ก็ได้งาน" นี่คือ คำกล่าวส่วนนึงของพนักงาน ที่แสดงให้เห็นว่า หากบริษัทพร้อมจะบริหารทรัพยากรบุคคลด้วยใจ บุคลากรก็พร้อมจะให้ใจคืนกลับสู่บริษัท อาจจะเป็นในรูปแบบของการตั้งใจปฏิบัติงาน การสร้างสรรค์ผลงาน การแก้ปัญหาการทำงาน การแสดงความซื่อสัตย์ การพัฒนาตนเอง ซึ่งความสำเร็จของบริษัทเปรียบดั่งความสำเร็จของพนักงานเช่นกัน


❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤

พนักงานต้องตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นสำคัญ

บริษัทก็จะตระหนักถึงความสำคัญของพนักงานเช่นเดียวกัน


Pung′Noey :)

Monday, 3 December 2018

[เกร็ดความรู้] ว่างงาน ถูกเลิกจ้าง มีสิทธิได้รับเงินชดเชย



ขอบคุณรูปภาพจาก www.canva.com


      ในยุคสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพสูง กำลังการใช้จ่ายเข้าสู่สภาวะถดถอย ทำให้หลาย ๆ บริษัท ต้องปรับโครงสร้างการบริหาร ปรับลดจำนวนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ซึ่งสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนแล้ว สิ่งที่ไม่อยากพบเจอนั่นก็คือ การตกงาน ว่างงาน แบบกะทันหัน

     หากคุณต้องพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ นอกจากการตั้งสติรับมือแล้ว คุณยังต้องรู้จักรักษาสิทธิของตนเอง ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปพบเกร็ดความรู้ขั้นพื้นฐาน เพื่อรับสิทธิว่างงานจาก สำนักงานประกันสังคม


    ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบสิทธิประกันสังคม


          สำหรับผู้ที่จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยกรณีว่างงานจากประกันสังคม ต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างกับกับนายจ้างรายสุดท้าย ซึ่งมีระยะเวลาการว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป

     สิทธิที่จะได้รับในระหว่างการว่างงาน
  • กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
จะได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เช่น ถ้าคุณมีเงินเดือนเฉลี่ย เดือนละ 10,000 บาท คุณจะได้รับค่าชดเชยเดือนละ 3,000 บาท
  • กรณีถูกเลิกจ้าง
จะได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เช่น ถ้าคุณมีเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท คุณจะได้รับค่าชดเชยเดือนละ 5,000 บาท

     โดยผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุ ดังต่อไปนี้
  • ทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือ ระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง
  • ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร
  • ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา
  • ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

     ขั้นตอนที่ 2 ขึ้นทะเบียนและรายงานตัวกับ กรมการจัดหางาน
        
          หากคุณตรวจสอบแล้วว่าคุณมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ขั้นตอนต่อมาคือการขึ้นทะเบียนและรายงานตัวกับ สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง สามารถขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์ https://empui.doe.go.th จากนั้นระบบจะออกเอกสารหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันในการขึ้นทะเบียนรับสิทธิว่างงานของสำนักงานประกันสังคม โดยผู้ว่างงานต้องรายงานตัวตามกำหนดนัดผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของสำนักงานจัดหางาน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง 


     ขั้นตอนที่ 3 ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานกับ สำนักงานประกันสังคม

          หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีดังนี้

  1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)
  2. หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
  3. หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางาน
  4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี ผ่าน 11 ธนาคาร ดังนี้
          1.) ธนาคารออมสิน
          2.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
          3.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
          4.) ธนคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
          5.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
          6.) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
          7.) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
          8.) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
          9.) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
          10.) ธนคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
          11.) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)


     สถานที่ยื่นเรื่อง : สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ / สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาทั่วประเทศ 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรสายด่วน 1694 ในวันและเวลาราชการ 08.30-16.30 น.

     

ขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักงานประกันสังคม
กรมการจัดหางาน




"อย่าปล่อยให้ตกงานแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง 

จงสร้างการเปลี่ยนแปลงก่อนเริ่มว่างงาน"


Pung′Noey :)


     





Friday, 16 November 2018

เตรียม!! 3 พร้อม ก่อนลาออกจากงาน


     หลาย ๆ คนมีความคิดที่ "อยากจะลาออกจากงาน" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล อยากทำธุรกิจส่วนตัว เบื่องานประจำ ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน ทัศนคติไม่ตรงกับเจ้านาย และเหตุผลอีกมากมายหลายประการ


    ก่อนที่คุณจะคิดถึงการลาออก อยากให้คุณตั้งสติ คิดทบทวน ว่าเพราะอะไรคุณถึงอยากลาออก อาจจะเพราะอารมณ์น้อยใจ หรือ เพราะทำงานผิดพลาดไป หรือ เพราะได้รับผิดชอบงานที่ไม่ถนัด หรือ เพราะงานที่ทำอยู่มันหนักเกินไป

ท้องฟ้ายามเย็นยังเห็นเด่นสี เราควรทำชีวีให้เห็นเด่นชัด
Photo By : Pung'Noey

  แล้วพิจารณาต่อไปอีกสักนิดว่า เราจะสามารถแก้ไข ปรับปรุง มันได้ไหม ถ้าเราได้ลองแก้ไขแล้ว ปรับตัวแล้ว ปรับใจแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกอยากลาออก เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรเตรียม 3 พร้อม ก่อนลาออกจากงาน




1. เตรียม "เงิน" ให้พร้อม : เพราะเงินคือสิ่งที่สำคัญในการมีชีวิตรอด หากวันนี้คุณยังมีหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต หรืออะไรก็ตามแต่ คุณควรจะวางแผนการเงินของคุณให้พร้อม ลองคำนวณรายรับ รายจ่าย เงินออมที่ควรจะมีเผื่อฉุกเฉิน อย่างเช่น

  • เงินออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างว่างงาน เพราะถ้าคุณลาออกจากงาน นั่นหมายความว่าคุณขาดรายได้ทันที คุณควรมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายประมาณ 3 เดือน 6 เดือน ตามแต่คุณจะวางแผนชีวิตไว้


  • เงินออมเพื่อใช้จ่ายยามเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หากคุณไม่ได้ทำประกันไว้ หรือคุณอาจว่างงานเกินกว่าจะใช้สิทธิประกันสังคมได้ คุณควรจะเตรียมเงินส่วนนี้สำรองไว้บ้าง


2. เตรียม "รายได้ทางอื่น" ให้พร้อม : หากคุณกำลังจะทำธุรกิจส่วนตัวคุณควรมีแผนธุรกิจ มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีลู่ทาง มี Partner / Connection มีฐานลูกค้า และถ้าธุรกิจคุณพร้อม คุณสามารถลาออกจากงานประจำมาลุยมันได้เต็มที่ แต่หากบางคนยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรลองมองหาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด เพื่อสร้างมันให้เกิดรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยประคองยามที่ว่างงาน และ จงจำไว้ว่า "อย่าปล่อยให้เรามีรายได้แค่ทางเดียว เพราะความเสี่ยงมันไม่เลือกเวลาเกิด"


3. เตรียม "ใจ" ให้พร้อม : จิตใจ คือ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเงินทอง ทุก ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือ เส้นทางที่เราเลือกเดิน ไม่ว่าคุณจะวางแผนเตรียมรับมือไว้หรือไม่ ขอให้คุณเลือกที่จะทำ เลือกที่จะเดิน ด้วยสติ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง  ทุก ๆ การตัดสินใจในชีวิตมันมีความหมายและมีสิ่งที่ดีรออยู่ 



"อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง จงกลัวการย่ำอยู่กับที่จะดีกว่า"


Pung′Noey :)

Thursday, 15 November 2018

3 สิ่งที่ควรได้จากการทำงาน


3 สิ่งที่ควรได้จากการทำงาน


ขอบคุณรูปภาพจาก https://pixabay.com

          

       ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า "เงิน" คือ ปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราต้องทำงาน อดทน ต่อสู้ กับสภาวะแวดล้อม การแข่งขัน กับทั้งตัวเองและผู้อื่น


แต่ยังมีอีก 3 สิ่ง ที่เราควรได้จากการทำงาน 

เพื่อใช้พัฒนาตัวเราเองในอนาคต




1. โอกาส (Opportunity)  :  เมื่อเราได้รับมอบหมายงานใด จงทำมันให้ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด จงจำไว้ว่าในทุก ๆ งานที่เราทำมันคือโอกาสสำคัญของชีวิต เพราะการได้ลงมือทำ มันจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และพัฒนาไปจนถึงการต่อยอดความก้าวหน้า





2. ประสบการณ์ (Experience)  :  เกิดจากสิ่งที่เรากระทำ สิ่งที่เราพบเห็น ซึ่งประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาจากการเรียนรู้ หากเราทำงานอย่างเต็มที่ด้วยสมองและพลังใจ มันก็จะสะสมเป็นประสบการณ์ที่ดีใหักับเรา เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เรากระทำสิ่งใด เราก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทน"




3. ผลตอบแทน (Expected Return)  :  มันคือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ว่าเราควรได้อะไรจากการลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง เราควรนำโอกาสที่เราได้ ประสบการณ์ที่เรามี มาแลกเปลี่ยนให้มีมูลค่า อาจเป็นในรูปแบบของเงินตรา ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือความรู้ที่จะพาเราไปสู่อีกจุดนึงของชีวิต




"ถ้าเรารักงานที่เราทำไม่ได้ อย่างน้อยจงรักตัวเองด้วยการคว้าความรู้ให้ได้มากที่สุด"

Pung′Noey :)